เนื้อหา บทเรียน
   
 
 
ความหมายของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
 

      วิทยุกระจายเสียง  หมายถึง  การแพร่สัญญาณเสียงออกอากาศโดยใช้คลื่นวิทยุหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  เพื่อส่งสารกระจายออกอากาศไปถึงมวลชนที่อยู่ในถิ่นต่าง ๆ ได้รับโดยตรง
วิทยุโทรทัศน์  หมายถึง  กระบวนการถ่ายถอดเสียงและภาพ โดยวิธีเปลี่ยนคลื่นวิทยุ 
ซึ่งเป็นคลื่นเสียงและภาพเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกสู่อากาศ หรือส่งเสียงและภาพทางสาย เพื่อส่งสารไปถึงมวลชนที่อยู่ในถิ่นต่าง ๆ โดยตรง   เป็นการส่งสัญญาณไฟฟ้าของภาพ  และเสียงในเวลาเดียวกัน

 
 
บทบาทและหน้าที่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในฐานะสื่อมวลชน 
 
 

      ภัสวลี  นิติเกษตรสุนทร (2546, หน้า 99-100, 110-122)  ให้ความรู้เรื่อง บทบาทและหน้าที่ ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในฐานะสื่อมวลชน  สรุปได้ดังนี้

 
     
 
บทบาทของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในฐานะสื่อมวลชน 
 
 

      บทบาทของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในฐานะสื่อมวลชน วิเคราะห์ได้ดังนี้

 
 
1. บทบาทในการเป็นภาพสะท้อนของสังคม
 
 

     วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์สามารถเป็น “ภาพสะท้อน” ของสังคมได้โดยทำหน้าที่รายงานความเป็นไป ในสังคม บนพื้นฐานของความเป็นจริง ในขณะที่ทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนของสังคม  วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ก็จำเป็น ต้องตรวจตรา ตรวจสอบความเป็นไปในสังคมด้วยว่า  มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ หากมีก็ต้องรายงานให้สังคมได้รับรู้อย่างทันท่วงทีเช่นกัน

 
 
2. บทบาทในการเป็นตัวแทนของคนทุก ๆ กลุ่มในสังคม
 
 

      สังคม วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ต้องสามารถสะท้อนความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคน หรือกลุ่มคนในสังคมโดยมีการนำเสนอข่าวสาร เรื่องราว หรือประเด็นปัญหาต่าง ๆ บนพื้นฐานของความ สำคัญที่เท่าเทียมกัน แทนที่จะนำเสนอแต่เฉพาะข่าวสาร เรื่องราว หรือเหตุการณ์ที่เป็น “กระแสหลัก” แต่เพียงอย่างเดียว

 
 
3. บทบาทในการสร้างสาธารณมติ
 
       
      คำว่า เป็น “สาธารณมติ” หมายถึง ความคิดเห็นและทัศนคติของกลุ่มสาธารณมติ ที่มีต่อประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง การสร้างสาธารณมติจึงเป็นการสะท้อน ให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มคนในสังคม  วิทยุกระจายเสียง  และวิทยุโทรทัศน์สามารถ สร้างสาธารณมติ ได้โดย  หยิบยกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาพูดถึง  และเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้แสดงความคิดเห็น ต่อประเด็นปัญหานั้นอย่างเท่าเทียมกัน
 
 

หน้าที่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

 
 

       หน้าที่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในฐานะสื่อมวลชน  มีดังนี้
1. หน้าที่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในการให้ข่าวสาร 
     
       1.1 คุณลักษณะของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในการเสนอข่าวสาร

            วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีคุณลักษณะเหมาะสมในการนำเสนอข่าวใน 3 ด้าน ได้แก่ ความฉับไวในการเสนอข่าวสาร ความน่าเชื่อถือในการสื่อสาร  และการเข้าถึงผู้รับสาร  ดังนี้
         
               1.1.1 ความฉับไวในการเสนอข่าวสาร
ความฉับไวในการเสนอข่าวสารเป็นความจำเป็นเนื่องจากจำทำให้ผู้รับสาร รับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว หากข่าวสารนั้นเป็นข่าวสารที่ต้องการการแก้ไขจะทำให้ผู้รับสารสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เช่น การแจ้งข่าว ภยันตราย หรือข่าวสารในยามที่บ้านเมืองอยู่ระหว่างกา รจลาจลการแจ้งข่าวสารอย่างทันท่วงที จะช่วยให้คนรับรู้เหตุการณ์ และปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ได้อย่างทันท่วงทีได้
         
              1.1.2 ความน่าเชื่อถือในการเสนอข่าวสาร
วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ทำให้ผู้รับสารเกิดความรู้สึกเชื่อถือที่นำเสนอ ในลักษณะที่ต่างกัน กล่าวคือ การนำเสนอข่าวทางวิทยุกระจายเสียงเป็นการนำเสนอด้วยภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจ สั้น กระชับ และชัดเจนตามหลักของภาษาวิทยุกระจายเสียงทำให้ผู้ฟังเข้าใจเหตุการณ์ที่นำเสนอโดยไม่ถูกหันเหความสนใจด้วยภาพ จึงทำให้การนำเสนอข่าวทางวิทยุกระจายเสียงเป็นการนำเสนอที่มีพลัง ส่วนความน่าเชื่อถือของข่าวทางวิทยุโทรทัศน์เกิดจากความรู้สึก เหมือนได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ได้สัมผัสเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากภาพข่าว นอกจากนั้นผู้รายงานข่าวทางโทรทัศน์ยังมีผล ต่อความน่าเชื่อถือของข่าว โดยการใช้น้ำเสียง ภาษา การแต่งกาย กิริยาท่าทาง เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหาของข่าว
        
            11.3 การเข้าถึงผู้รับสาร
ปัจจุบันประชาชนแทบทุกครัวเรือนมีสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไว้ในครอบครอง การเข้าถึงผู้รับสารจึงไม่ใช่ปัญหาของวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์อีกต่อไป แต่ข้อจำกัดน่าจะเป็นเรื่องของความสะดวกในการรับฟัง และรับชมมากกว่าวิทยุกระจายเสียงได้เปรียบตรงที่พกพาง่าย สามารถเปิดรับฟังได้ตลอดเวลาขณะทำธุรกิจอย่างอื่นไปด้วย เช่น ขณะทำอาหาร ทำงานบ้าน หรือขับรถ เป็นต้น
   
       1.2 หน้าที่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอข่าว

นอกจากหน้าที่ในการให้ข่าวสารโดยตรงแล้ว วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์   ยังมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการให้ ข่าวสารในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
            1.2.1 การสอดส่องตรวจตรา สื่อมวลชนมีหน้าที่จับตาดูความเปลี่ยนแปลง หรือความเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ดูแลสังคมให้อยู่ในระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง
         
           1.2.2 การกลั่นกรองข่าวสาร
ข่าวสารที่เราได้ฟัง ได้ชมทางวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์นั้นไม่ใช่เนื้อข่าวทั้งหมด แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งซึ่งได้รับการเลือกสรรมาแล้ว จากบรรณาธิการข่าว หรือหัวหน้าข่าวและนักข่าวว่าข่าวใดเป็นข่าวที่มีความเหมาะสมที่จะนำเสนอ  แก่มวลชน และการนำเสนอในลักษณะใด การกลั่นกรองข่าวสารจากสื่อมวลชนนี้ ทำให้สื่อมวลชนถูกมองว่าเป็นนายทวารข่าวสาร (Gate keeper)ที่ควบคุมประตูทางออกของข่าวสารก่อนเดินทางผ่านสื่อไปสู่มวลชนหน้าที่ในการให้ข่าวสารของสื่อกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เป็นหน้าที่หลัก  ซึ่งมีความสำคัญมากจึงพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง เที่ยงตรง และนำเสนอด้วยความเป็นกลาง  ไม่บิดเบือนหรือลดความน่าเชื่อถือของข่าวด้วยการทำให้เนื้อหาของข่าว    มีลักษณะของความ เป็นเรื่องบันเทิง หรือนาฏกรรม (dramatized) มากจนเกินไป

2. หน้าที่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในการแสดงความคิดเห็น

      ลักษณะการทำหน้าที่ในการแสดงความคิดเห็นของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มีดังนี้
    
      2.1 การให้ความคิดเห็น

ประเภทของรายการในการให้ความคิดเห็น ได้แก่ รายการวิจารณ์ รายการวิเคราะห์ สถานการณ์และประเด็นปัญหาต่าง ๆ รายการที่ให้ความคิดเห็นนี้ เป็นรายการที่มีการแสดงความคิดเห็นของผู้ดำเนินรายการ และผู้ร่วมรายการ ทำให้สาระที่ผู้ฟัง ผู้ชมได้รับอย่างแท้จริงไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาของข่าว แต่เป็นความคิดเห็นที่มีการนำเสนอในรายการนั้น ๆ
                 
       2.2 การเป็นเวทีแสดงความคิดเห็น

นอกจากให้ความคิดเห็นแล้ว สื่อมวลชนยังเปิดโอกาสให้สมาชิกในสังคมได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เสนอข้อมูล และหาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป โดยเฉพาะปัญหาสังคม    วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ทำหน้าที่เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นได้  3 ลักษณะ คือ
               
            2.1.1 เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ซึ่งสามารถ ทำได้โดยการเชิญมาแสดงความคิดเห็น ในรายการ สัมภาษณ์ หรือแสดงความคิดเห็นผ่านทางจดหมาย โทรทัศน์ และเครื่องมือทางการสื่อสารประเภทอื่น ๆ
               
           2.2.2 เป็นช่องทางในการร้องทุกข์ของประชาชน
การสร้างทุกข์ของประชาชน ผ่านทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มักจัดทำในลักษณะของรายการขนาดสั้น ที่ให้ผู้เดือดร้อนเป็นผู้นำเสนอเรื่องราวด้วยตนเองทั้งภาพและเสียง เพื่อให้มีความรู้สึกปัญหาเหล่านั้น
เป็นปัญหาของ “ชาวบ้าน”จริง ๆ หลายครั้งที่ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขและสนองตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
           
           2.2.3 เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแสดงความคิดเห็น
บางครั้งสื่อมวลชนไม่ได้ “ถาม” ประชาชนโดยตรงว่ามีความคิดเห็นต่อเรื่อง หนึ่งเรื่องใดอย่างไร แต่การแสดงความคิดเห็นหรือการตั้งประเด็นคำถามในรายการสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้สังคมมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนั้นได้ เช่น การที่รายการวิเคราะห์ข่าวหยิบยกประเด็นทางการเมืองขึ้นมาถกเถียง อภิปราย อาจมีผลต่อผู้รับสาร และสร้างความเป็น “สาธารณะ” โดยทำให้กลุ่มคนที่เปิดรับสารในเรื่องเดียวกันมีความสนใจร่วมกัน และมีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อประเด็นดังกล่าว
                 
           2.3 การโน้มน้าวชักจูงใจ
การแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนอาจนำไปสู่การโน้มน้าวชักจูงใจได้   ถ้ามีการนำเสนอตามหลัก และยุทธวิธีที่เหมาะสมตามแนวคิดของทฤษฏีการโน้มน้าวใจว่า สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่เรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะเครื่องมือที่กระตุ้นการบริโภคข้อมูลข่าวสาร การเผยแพร่ความรู้ การตอกย้ำ ความจำ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือแม้แต่พฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อหา สาระ ประเด็น และเรื่องราวที่นำเสนอ การโน้มน้าวชักจูงใจรายการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์มักเป็นการนำเสนอ ในรูปแบบของการประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์ หรือโน้มน้าวให้ประชาชนมีคิดคล้อยตามในเรื่องใด
เรื่องหนึ่ง เช่น การรณรงค์โน้มน้าวใจให้คนเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น

3. หน้าที่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในการให้ความรู้และการศึกษา

       หน้าที่ในการให้ความรู้และการศึกษาเป็นบทบาทที่สำคัญยิ่งของวิทยุกระจายเสียง  และวิทยุโทรทัศน์เนื่องจากการศึกษาเป็น รากฐานเบื้องต้น  ของการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน สื่อมวลชนสามารถที่จะทำหน้าที่ในการให้ความรู้ที่จำเป็นสำหรับ การปรับตัวของประชาชนให้เข้ากับการพัฒนาสังคมได้ โดยการให้ความรู้แก่ประชาชนทั้งในเรื่องการ่านออกเขียนได้ การปรับปรุงการกินอยู่ และการประกอบอาชีพ สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการให้ความรู้และการศึกษาแก่ประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นเครื่องมือ ที่เข้ามาช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้ เพื่อพัฒนาบุคคลทั้งในระบบโรงเรียน และนอกโรงเรียน เราสามารถได้รับความรู้รอบตัว ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ ตลอดจนวิทยาการใหม่ ๆ จากรายการวิทยุ กระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน ในขณะเดียวกันรายการวิทยุ กระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ก็สามารถ ทำหน้าที่เป็นสื่อหลัก   หรือสื่อเสริมของการเรียนการสอนในห้องเรียนได้เช่นกัน วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อมวลชนที่มีความเหมาะสมแก่การให้ความรู้ และการศึกษาเนื่องจากสามารถนำความรู้และการศึกษาไปถึงกลุ่มเป้าหมายและประชาชนทั่วไป ได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว  โดยการเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ เหมาะสมต่อการเรียนรู้ และรับรู้ ของกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายทำให้การเผยแพร่ความรู้และการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น            

4. หน้าที่ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในการให้ความบันเทิง
 

                    หน้าที่ของสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เพื่อความบันเทิงมี 3 ลักษณะ คือ หน้าที่ในการให้ความบันเทิงโดยตรง  หน้าที่ในการให้ความบันเทิงโดยแฝงความรู้ทางอ้อม  และหน้าที่ในการให้สาระบันเทิง  ดังนี้
  
      1. การให้ความบันเทิงโดยตรง

การให้ความบันเทิงโดยตรง  เป็นบทบาทเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน ของมนุษย์ในแต่ละด้านได้แก่
     
       1.1 ความต้องการด้านความรู้สึก  ได้แก่  ความต้องการบริโภคสื่อเพื่อประเทืองอารมณ์  ผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น  การดูละครโทรทัศน์  การฟังเพลงทางวิทยุกระจายเสียง

       1.2 ความต้องการด้านส่วนบุคคล  ได้แก่  ความต้องการบริโภคสื่อเพื่อแสวงหาความเชื่อมั่นในตนเอง  เช่น  ละครโทรทัศน์ที่แสดงถึงชีวิตนางเอกที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด  ทำให้ผู้ชมมีกำลังใจในชีวิต   

       1.3 ความต้องการด้านสังคม  ได้แก่  ความปรารถนาในการสังสรรค์  และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นรายการบันเทิงทางวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ทำให้ผู้ฟัง ผู้ชมมีเรื่องราวมาเป็นหัวข้อสนทนากัน  ระหว่างสมาชิกในครอบครัว เพื่อนฝูง และบุคคลอื่น ๆ ในสังคม 

      1.4 ความต้องการด้านการหลบหลีก หรือเบี่ยงเบนจากโลกแห่งความจริง  ได้แก่  ความต้องการบริโภคสื่อเพื่อการกระตุ้นจินตนาการด้านต่าง ๆ  ที่อยู่นอกเหนือความเป็นจริงที่กำลัง เผชิญอยู่  ตัวอย่างเช่น  ละครโทรทัศน์ที่จบลงด้วยความสุขที่ทำให้ผู้ชมปลาบปลื้ม  เนื่องจาก
เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเป็นไปได้ในชีวิตจริง   

    2. การให้ความบันเทิงโดยแฝงความรู้ทางอ้อม

รายการบันเทิงโดยทั่วไป เมื่อมองอย่างผิวเผิน มักเป็นรายการที่มุ่งให้ความบันเทิง  แต่เพียงอย่างเดียว หากแท้จริงแล้ว มีหลายครั้งทีเดียวที่เราพบว่าตัวเราเองได้รับความรู้ และข้อคิด  ที่เป็นประโยชน์จากรายการเหล่านั้น

    3. การให้สาระบันเทิง
                    ลักษณะเด่นของรายการสาระบันเทิง คือ สามารถนำเสนอสาระความรู้ให้แก่ผู้ฟัง ผู้ชม โดยไม่ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย แต่กลับให้ความรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ อย่างไรก็ตามรายการสาระบันเทิงประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานสาระความรู้เข้า กับความบันเทิงในสัดส่วนที่เหมาะสมในทุกสังคมมักจะมีผู้รับสาร บางกลุ่มซึ่งมีลักษณะในการที่จะเลือก รับเนื้อหาที่ให้ความบันเทิงเป็นสำคัญ  เช่น  กลุ่มเด็ก  กลุ่มมวลชน ผู้ด้อยการศึกษาและสถานภาพ  ทางสังคม

 
     
     
     
1     2     3     4     5     6         8     9