1.1โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

            โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ บางครั้งเรียกว่าโรคหัวใจโคโรนารีหรือโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่มัก
เกิดกับผู้ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดี ทำงานอาชีพที่ไม่ได้ออกกำลังกาย เช่น นักบริหารธุรกิจ เป็นต้น จึงทำให้มีรูปร่าง
อ้วนและไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบนี้มักเป็นในผู้สูงอายุมากกว่าคนหนุ่มสาว และพบในผู้ชายมากกว่า
ผู้หญิง
            สาเหตุ   โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ   เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอเป็นผล
จากการอุดตันของหลอดเลือดแดงโคโรนารี ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้น ๆ ตาย และเกิดเยื่อพังผืดเป็นหย่อม ๆ สมรรถภาพหัวใจลดลง หากบริเวณกล้ามเนื้อที่ตายมีมาก  จะทำให้เกิดภาวะหัวใจ
ล้มเหลวหรือหัวใจวาย  และถึงแก่ความตายได้ในที่สุด สำหรับสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดแดงโคโรนารีตีบหรือเกิด
การอุดตันนั้น  ยังไม่ทราบแน่ชัดแต่มีองค์ประกอบหลายประการที่ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ดังนี้
(ไพบูลย์  โล่ห์สุนทร. 2538 : 265-270)
              1. ภาวะไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเกิดจากการที่มีสารไขมันที่เรียกว่าโคเลสเตอรอล ซึ่งมีอยู่ใน
เลือดมาเกาะติดอยู่กับผนังชั้นในของหลอดเลือด ต่อมาจะมีหินปูนมาจับเกาะเพิ่มขึ้น ทำให้รูภายในหลอดเลือดเล็กลง
หรืออุดตัน ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่สะดวก
             2. การสูบบุหรี่จัด ผู้ที่สูบบุหรี่มากเป็นประจำและชอบอัดควันบุหรี่เข้าปอดจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ
โคโรนารีมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มปริมาณสารคาร์บอนมอนนอกไซด์ ทำให้ออกซิเจน
ไปเลี้ยงหัวใจน้อยลง เพิ่มการทำงานของหัวใจและส่งเสริมให้ไขมันไปเกาะหลอดเลือดง่ายขึ้น
             3. ขาดการออกกำลังกาย   ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายมักเป็นโรคหัวใจโคโรนารีมากกว่าผู้ที่ออก
กำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายช่วยให้การไหลเวียนเลือดของหัวใจดีขึ้น
             4. โรคบางอย่าง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคเกาต์ เป็นต้น จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ
โคโรนารีมากกว่าคนปกติ รวมทั้งความอ้วน คนอ้วนมักเป็นโรคหัวใจโคโรนารีมากกว่าคนผอม ยิ่งอ้วนมากเท่าใด
ก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น
            5.  บุคลิกลักษณะผู้ที่มีบุคลิกลักษณะชนิดเอ (Personality Type A) ได้แก่ ผู้ที่มีความทะเยอทะยานสูง  
มีการชิงดีชิงเด่น  มักใหญ่ใฝ่สูง  ก้าวร้าว รุกราน  มีความเคร่งเครียดกังวลจนเกินควร ขาดความอดทน และมี
ความเร่งรีบอยู่เสมอ จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจโคโรนารีมากกว่าคนปกติ
           6.  อารมณ์ ผู้ที่มีภาวะตึงเครียดทางจิตใจ มีความวิตกกังวล ได้รับความผิดหวังบ่อย ๆ หรือขาดการ
พักผ่อนทางจิตใจ จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจโคโรนารีมากกว่าคนปกติ เพราะความเครียด ทำให้แคทธีโคลามีนและ
โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น
          7.  พันธุกรรม ผู้ที่มีพ่อ แม่ หรือบรรพบุรุษเป็นโรคหัวใจโคโรนารี มักมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้อื่น
        อาการ  ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจโคโรนารีจะมีอาการดังนี้ (วิชัย ตันไพจิตร. 2539 : 340-341)
          1.  เจ็บบริเวณหน้าอกด้านซ้าย อาจเจ็บร้าวไปที่แขนซ้าย คอ หลัง ขากรรไกรและคาง  บางรายอาจมีอาการ
จุกแน่นหน้าอก มีอาการแน่นอึดอัด รู้สึกอ่อนเพลียจะเป็นลม ไม่ถึงกับเจ็บปวด ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อหัวใจ
ต้องทำงานเพิ่มขึ้น เช่น ขณะที่ออกกำลังกาย ขณะที่มีอารมณ์โกรธ หรือรับประทานอาหารเข้าไปมากเกินขนาด อาการเจ็บจะทุเลาหรือหายไปเมื่อผู้ป่วยได้นอนพัก และหยุดกระทำในสิ่งที่เป็นปัจจัยชักนำ
         2.  หอบเหนื่อย หายใจไม่ออก คล้ายคนที่เป็นโรคหืด
         3.  หัวใจเต้นผิดปกติ เช่น เต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น
         4. หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ เป็นลม ชักหรือหมดสติ เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง
       การป้องกัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ สามารถป้องกันได้โดยการปฏิบัติดังนี้
         1.  ควบคุมน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ  ระวังอย่าให้อ้วน  ไม่ควรกินอาหารเกินความต้องการของร่างกาย
         2.  หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันที่ได้จากสัตว์ เช่น
น้ำมันหมู มันวัว มันปู มันกุ้ง ไข่แดง นม เนย และเครื่องในสัตว์ เป็นต้น
         3.  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด และระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งยังช่วยลดไขมันส่วนเกินของร่างกายอีกด้วย
         4.  พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงอารมณ์ที่ตึงเครียด หรือความวิตก
กังวลต่าง ๆ
         5.  งดสูบบุหรี่ การงดสูบบุหรี่จะลดอัตราการเป็นโรคหัวใจและโรคอื่น ๆ ได้
         6.  ควบคุมและรักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคเกาต์ อย่าปล่อยให้เรื้อรังจนมีผลทำให้เกิด
โรคหลอดเลือดหัวใจ  ได้ภายหลัง
         7.  ดื่มน้ำและรับประทานผักและผลไม้ให้มาก ๆ ไม่ควรปล่อยให้ท้องผูก
         8.  ผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจในครอบครัวควรได้รับการตรวจร่างกาย
จากแพทย์ เพื่อตรวจหาระดับไขมันในเลือดและอื่น ๆ ตามที่แพทย์เห็นสมควร