5.โรคไอกรน  (Pertussis)

                  ลักษณะทั่วไป  โรคไอกรนเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคนี้มักเกิดขึ้นได้ทั่วโลกเกือบทุกฤดูกาล เกิดใน
เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ที่ป่วยเป็นโรคไอกรนจะมีอัตราตายสูง พบในเพศหญิงมากกว่า
เพศชาย ในระยะแรกจะเริ่มด้วยอาการไอเล็กน้อย แล้วค่อยรุนแรงขึ้น ซึ่งแบ่งอาการได้เป็น 3 ระยะ คือ (ประวิทย์  สุนทรสีมะ. 2521 : 242)
                 1.  ระยะน้ำมูกไหล เป็นระยะเริ่มแรก เริ่มด้วยน้ำตาไหล จาม น้ำมูกไหล เบื่ออาหาร เวียนศีรษะ ไอแห้งๆ
ตอนกลางคืน ต่อมาจะไอตอนกลางวันด้วย ระยะนี้กินเวลา 10-14 วัน
                 2.  ระยะไอติดต่อกันเป็นพัก ๆ เป็นระยะที่ต่อเนื่องมาจากระยะน้ำมูกไหล ระยะนี้จะมีอาการไอติดต่อกัน
เป็นชุด ๆ แต่ละชุดมีการไอหลายครั้งติดกัน จนหายใจเข้าไม่ทัน เมื่อหยุดไอจะรีบหายใจเข้าลึก ๆ แรง ๆ เสียงดัง “วี๊ด” การไอเป็นชุดนี้จะไอ 5-15 ครั้งต่อเนื่องกัน ก่อนการหายใจเข้าและอาจไอมากขึ้น ๆ จนไม่ได้พักผ่อน ใจคอหงุดหงิด โกรธง่าย จาม ท้องอีด เวลาไอจะมีเสมหะเหนียวมาก ทำให้อาเจียน ระยะนี้กินเวลา 10-14 วัน
                3.  ระยะหายจากการไอ ระยะนี้จะเริ่มขึ้นอาทิตย์ที่สี่ ภายหลังจากเริ่มมีอาการป่วยด้วยโรคนี้ จะมีอาการ
ไอน้อยลงและเริ่มเข้าสู่ปกติ อันตรายจากโรคไอกรน ถ้าเป็นในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี จะเป็นรุนแรงถึงตาย อันตรายที่พบ
ได้แก่ การหายใจไม่ออกในเด็กทารก โรคปอดบวม อาการทางสมอง เลือดออกในสมอง เลือดออกในนัยน์ตา โรคถุงลมโป่งพอง และอาจมีอาการชักได้
            สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเบอร์เดเทลลา เปอร์ทัสซิส (Bordetella Pertussis) (ปริมณฑ์  กาญจนนัษฐิติ. 2537 : 411)
            การติดต่อ โรคไอกรนสามารถติดต่อโดยการหายใจรับเชื้อที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย  หรือในอากาศ
เข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะลุกลามเข้าไปในเยื่อเมือกของ หลอดลม สามารถติดต่อได้ง่ายในระยะแรกของโรค ก่อนเกิดอาการไออย่างรุนแรง เชื้อนี้มีระยะฟักตัวนานประมาณ 7-14 วัน และสูงสุดไม่เกิน 21 วัน (กรุงไกร เจนพาณิชย์. 2534 : 230)
          การควบคุมและป้องกันโรค สามารถควบคุมและป้องกันโรคได้ดังนี้ (ชวลิต ทัศนสว่าง. 2533 : 555-556)
          1.  การป้องกันก่อนการเกิดโรค  โดย
                  1.1  สร้างเสริมสุขภาพให้สมบูรณ์ แข็งแรง และรักษาสุขภาพของปากและฟันให้สะอาดอยู่เสมอ
                  1.2  นำเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคเป็นระยะ ๆ ตามที่แพทย์กำหนด เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
                  1.3  การให้ความรู้เพื่อทราบถึงอันตรายและประโยชน์ของการให้ภูมิคุ้มกันโรค
         2.  การควบคุมและป้องกันโรคเมื่อเกิดโรคขึ้นแล้ว โดย
                 2.1  แยกผู้ป่วยไว้ให้ห่างจากเด็กเล็กที่ไวต่อการเป็นโรค
                 2.2  กระดาษเช็ดเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของคนเป็นโรคจะต้องทำลายเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
และเผาทำลายทิ้ง
                 2.3  ให้ภูมิคุ้มกันโรคแก่ผู้สัมผัสโรค