2.  หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา


         พุทธศาสนา  แปลว่า  คำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้ปลุกให้ตื่น คือสอน ให้ใช้ปัญญาไตร่ตรอง  ให้เห็นธรรมะตามความเป็นจริง แล้วจึงเชื่อ และปฏิบัติตาม แบ่งออกเป็น 2 นิกาย คือมหายาน และเถรวาท โดยเถรวาท มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน คือ  พระสมณโคดมหรือ  พระศากยมุนี  และถือเรื่องอริยสัจเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเป้าหมาย สูงสุด คือ ความพ้นกิเลส ชาติ ภพ  ในขณะที่มหายาน มีพระพุทธเจ้าหลายองค์ เรียกว่า พระโพธิสัตว์  เช่น พระอวโลกิเตศวร  พระอริยเมตไตรย เป็นต้น มหายาน ถือเรื่องบารมีเป็นสำคัญ เพื่อเป้าหมายให้ถึงความสำเร็จ เป็นพระโพธิสัตว์ แม้ว่าทั้ง 2 นิกายจะแตกต่างกันบ้าง แต่จุดหมายปลายทาง ก็เพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน  เพราะจุดมุ่งหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา คือ ความพ้นทุกข์


ภาพที่ 4.1 พระพุทธเจ้าศาสดาของชาวพุทธ

                       หลักคำสอน ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ซึ่งสรุปย่อจากคำสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด 84,000  พระธรรมขันธ์ ให้เหลือ 3 ข้อ คือ ละความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใส  สรุปดังภาพที่  4.2

2.1  พุทธศาสนาสอนอะไร
        คนส่วนใหญ่ ที่เรียกตนเองว่า  ชาวพุทธ เวลาถามว่า หัวใจของพุทธศาสนา คืออะไร จุดมุ่งหมายสูงสุด ของพระพุทธศาสนา คืออะไร หรือพระพุทธเจ้า ทรงสอนอะไร และมีวิธี ปฏิบัติอย่างไร ถ้าตอบไม่ได้ ก็คงเสียที ที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ และอาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่มีคนนับถือพุทธศาสนา มากที่สุด  ดังนั้นในฐานะชาวพุทธ จึงควรศึกษา และทำความเข้าใจ ในหลักธรรมคำสอน ของพุทธศาสนาให้เข้าใจชัดเจน แจ่มแจ้ง เพื่อการปฏิบัติ และถ่ายทอด ได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น ถ้ามีคนถามว่า พระพุทธศาสนาสอนอะไร คำตอบที่สั้น และกระชับที่สุด คือ สอนเรื่องทุกข์ และ การดับทุกข์ โดยสอนวิธีการดับทุกข์ หรือพ้นทุกข์ ไว้หลายแนวทาง สรุปได้ดังนี้
         2.1.1  สอนให้เดินสายกลาง คือ อย่าให้ตึง อย่าให้หย่อน อย่าให้ซ้ายจัดหรือขวาจัด อย่าทำตนให ้ลำบาก เดือดร้อน   และอย่าตามใจตัวเอง ในเรื่อง ความสุขทางวัตถุเกินไป  การเดิน สายกลางนั้น เป็นหลักที่เหมาะสม กับทุกเรื่องทุกอย่าง แล้วก็เป็นทางดับทุกข์ได้
         2.1.2 สอนให้ช่วยตนเอง ไม่ให้หวังพึ่งเทวดา โชคชะตา หรือแม้แต่พระเป็นเจ้า ดังคำกล่าวที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”  เนื่องจากคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเครื่อง ชี้ทาง เท่านั้น แต่การกระทำ เป็นสิ่งที่ผู้ต้องการพ้นทุกข์ทั้งหลาย จะต้องทำเอง ดังนั้น พุทธศาสนา จึงมุ่งสอนให้ ทุกคนช่วยตนเอง
         2.1.3  สอนให้รู้จักกฎแห่งเหตุผล สอนว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีเหตุปัจจัย เป็นไป ตามเหตุปัจจัย มีกฎในตัวของมันเอง เรียกว่า กฎของธรรมชาติ หรือ กฎแห่งกรรม สอนให้เชื่อ ในกฎแห่งกรรม ใครทำดีก็ได้ดี  ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว เพราะพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่มีเหตุผล จึงสอนว่า ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ไม่ควรเชื่องมงาย ดังคำกลอนต่อไปนี้

   2.1.4  ด้านการประพฤติปฏิบัติ  สอนให้เว้นจากความชั่ว ให้ทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์   สรุปสั้น ๆ คือ เว้นชั่ว – ทำดี – ทำจิตให้บริสุทธิ์
   2.1.5  สอนให้ไม่ประมาท คือ เตือนสติว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่เที่ยง ขอให้ทุกคน ตั้งตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท และอย่าไปยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใด จะได้ไม่มีทุกข์  นั่นเอง 

2.2 การนำหลักคำสอนของพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวัน

          การดำเนินชีวิต ให้สอดคล้องกับหลักคำสอน ของพุทธศาสนา  สรุปได้ดังนี้
   2.2.1 การทำความดี เพื่อความดี ไม่ใช่เพื่อหวังรางวัล หรือสิ่งตอบแทน
   2.2.2  การกระทำที่ถือเป็นความชั่ว หรือ บาปในพุทธศาสนา ได้แก่ การฆ่าคน ฆ่าสัตว์ โดยมีเจตนา แม้ว่าจะฆ่า เพื่อทำบุญ การลักขโมยทุกชนิด การประพฤติเป็นชู้ กับคนที่ มีเจ้าของแล้ว การพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบทุกอย่าง  การดื่มเหล้า และของมึนเมา
   2.2.3 การเกิด การตายพุทธศาสนา เชื่อว่าคนตาย แล้วยังมีเหตุ คือ กิเลสอยู่ต้องเกิด แต่จะเกิดเป็นอะไรนั้นแล้วแต่ เหตุคือ ความดี ความชั่ว ที่ทำเอาไว้ จะเวียนว่ายตายเกิด อยู่อย่างนั้น จนกว่าจะหมดกิเลส จึงไม่มีการเกิดอีก เรียกว่า นิพพาน ซึ่งต้องอาศัยเหตุ คือ การปฏิบัติธรรม
   2.2.4 ความดี ความชั่ว พุทธศาสนาเชื่อว่า คนเป็นผู้รับผิดชอบ ในการกระทำของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความดี หรือความชั่ว ความดีเรียกบุญ ความชั่วเรียกบาป ทั้งบุญและบาป เป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ใช่สิ่งติดต่อกันได้ ใครทำบาป คนนั้นก็ได้บาป ใครไม่ทำบาป ก็รอดตัวไป พ่อทำบาป ก็เรื่องของพ่อ ลูกทำบาป ก็เรื่องของลูก เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัว ใครทำใครได้ ฉะนั้น ความดี ความชั่ว บุญ หรือบาปจึงเกิดที่ตัวคนทำเอง คือ เกิดที่ใจคนทำ ใครไปทำความ ชั่วเข้า บาปก็กัดกร่อนใจ ของคนนั้น ให้เสียคุณภาพ เศร้าหมอง ขุ่นมัวไป ทำให้เกิดความทุกข์ ทรมาน  ไม่เกี่ยวกับใคร
   2.2.5 ตัวตน พุทธศาสนาแสดงหลักธรรมขั้นสูงว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน”  หรือ “เรา”  หรือ  “ของเรา” และสอนว่า การเลิกยึดถือ ว่าเรา ว่าของเรา ได้อย่างเด็ดขาด เป็นความสุข อย่างสูงสุด
   2.2.6  ความกลัว  พุทธศาสนาสอนให้กลัว ต่อความชั่วกลัว ต่อการเวียนว่ายตายเกิด และสอนให้กล้าหาญ ในการทำความดี  และให้ละอาย และเกรงกลัวต่อ การทำไม่ดี หรือทำความชั่ว
   2.2.7  ความเชื่อ  พุทธศาสนาสอนไม่ให้เชื่อด้วยเหตุผล  10  ประการ  ดังนี้
1) อย่าเพิ่งเชื่อโดยได้ฟังตามกันมา
2) อย่าเพิ่งเชื่อโดยสืบต่อกันมา
3) อย่าเพิ่งเชื่อโดยตื่นตามเขา
4) อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
5) อย่าเพิ่งเชื่อโดยเดาเอาเอง
6) อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเน
7) อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาเอง ตามอาการที่เห็น
8) อย่าเพิ่งเชื่อโดยชอบใจว่า ตรงกับลัทธิของตน
9) อย่าเพิ่งเชื่อโดยเห็นว่า ผู้พูดควรเชื่อถือได้
10)  อย่าเพิ่งเชื่อโดยเห็นว่าผู้พูดเป็นครูของตน
    เมื่อเห็นว่าควรเชื่อจึงเชื่อ   เห็นว่าไม่ควรเชื่อ ก็อย่าเชื่อ โดยใช้วิจารณญาณก่อน จึงเชื่อ หรือให้เชื่อความจริง ที่ตนพบแล้ว และไม่มีการลงโทษ เช่น ให้ตกนรก ให้ได้รับ ความทุกข์ยาก สำหรับผู้ไม่เชื่อ ในพระพุทธศาสนา
   2.2.8 อิสรภาพ  พุทธศาสนา สอนให้ทำตนให้เป็นอิสระ จากเครื่องผูกมัดคือ กิเลส ไม่ให้เป็น ทาสของสิ่งอื่น ไม่ให้เป็นทาสของเทวดา และความกลัว
   2.2.9  การบำเพ็ญประโยชน์  พุทธศาสนาสอนให้ บำเพ็ญประโยชน์ และช่วยเหลือผู้อื่น ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  โดยไม่หวังผลตอบแทนใด

2.3  วินัยชาวพุทธ 

     พระสงฆ์มีวินัยของพระภิกษุ  ที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นผู้มีศีล ชาวพุทธทั่วไป ก็มีวินัย
ของคฤหัสถ์ ที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นมาตรฐาน เพื่อวางฐานชีวิตให้มั่นคง ชาวพุทธจะต้อง
ดำเนินชีวิตที่ดีงาม และร่วมสร้างสรรค์สังคม ให้เจริญมั่นคง ตามหลักเว้นชั่ว 14 ประการ ดังนี้ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต). 2548 : 1-2)
   2.3.1 เว้นกรรมกิเลส คือ บาปกรรมที่ทำให้ชีวิตมัวหมอง  4 ข้อ คือ
               1) ไม่ทำร้ายร่างกายทำลายชีวิต (เว้นปาณาติบาต)
               2) ไม่ลักทรัพย์ละเมิดกรรมสิทธิ์ (เว้นอทินนาทาน)
               3) ไม่ประพฤติผิดทางเพศ ( เว้นกาเมสุมิจฉาจาร)
                4) ไม่พูดเท็จโกหกหลอกลวง (เว้นมุสาวาท)
   2.3.2 เว้นอคติ  คือ  ความลำเอียง หรือ ประพฤติคลาดธรรม 4 ข้อ คือ
                 1) ไม่ลำเอียงเพราะชอบ (เว้นฉันทาคติ)
                 2) ไม่ลำเอียงเพราะชัง (เว้นโทสาคติ)
                 3) ไม่ลำเอียงเพราะขลาด ( เว้นภยาคติ)
                  4) ไม่ลำเอียงเพราะเขลา (เว้นโมหาคติ)
   2.3.3 เว้นอบายมุข  คือ ช่องทางเสื่อมทรัพย์อับชีวิต 6 ข้อ คือ
                  1) ไม่เสพติดสุรายาเมา
                  2) ไม่เอาแต่เที่ยวไม่รู้เวลา
                  3) ไม่จ้องหาแต่รายการบันเทิง
                  4) ไม่เหลิงไปหาการพนัน
                  5) ไม่พัวพันมั่วสุมมิตรชั่ว
                  6) ไม่มัวจมอยู่ในความเกียจคร้าน

2.4  ผลของการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพุทธศาสนา

     หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาถือการกระทำเป็นใหญ่การที่คนจะดีหรือชั่วก็ขึ้นอยู่กับ การกระทำของผู้นั้นเอง  ดังนั้น ผลการปฏิบัติตามหลักคำสอน ของพุทธศาสนาจึงแตกต่างกัน ตามเหตุ และปัจจัย  ดังนี้
2.4.1  ผลโดยรวมแก่คนในวัยต่าง ๆ  การปฏิบัติตามหลักคำสอน ของพุทธศาสนา ย่อมให้ผล แตกต่างกัน ตามวัย  ดังนี้
     1)  วัยเด็ก  พุทธศาสนาสอนให้ก้าวเท้าที่ถูกต้อง ตั้งแต่ก้าวแรก กล่าวคือ สอนให้คิดดีทำดี พูดดี ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก ๆ
     2)  วัยรุ่น หรือหนุ่มสาว พุทธศาสนา สอนให้มีวิธีการ บังคับตัวเองที่จำเป็น ยิ่งในการ ดำเนินชีวิต เพราะเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ต้องรู้จักควบคุมตนเอง จึงจะสามารถ บรรลุจุดมุ่งหมายของชีวิตได้
     3)  วัยผู้ใหญ่  ได้แก่  พ่อบ้าน  แม่เรือน พุทธศาสนา สอนแนวทางแสวงหาความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้า ความสงบสุข หรือความไม่มีทุกข์ ในการดำเนิน ชีวิตประจำวัน
     4)  วัยชรา  ได้แก่  คนเฒ่า  คนแก่ พุทธศาสนา สอนให้พบความสุขสงบ ทางธรรม หลังจากได้ผ่าน ความสุขทางโลกมาแล้ว
             ดังนั้น  พุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาสำหรับคน ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อให้ทำตน เป็นคนดี ตามรอยพระพุทธเจ้า  และพร้อมที่จะคบกับ ศาสนิกชนอื่น ๆ  ในฐานะมิตรที่ดี ทุกประการ เราจะไม่วิพากษ์ วิจารณ์ ศาสดาของผู้อื่น ในทางไม่ดีเป็นอันขาด   
 2.4.2  ผลของการปฏิบัติตาม หลักคำสอนของพุทธศาสนา คือการปฏิบัติตามหลัก คำสอน ที่เรียกว่า ไตรสิกขา  ได้แก่  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ย่อมให้ผล แก่ผู้ปฏิบัติเป็น 3 ระดับดังนี้
  ระดับที่ 1  ผลด้านวัตถุ ที่ได้รับในปัจจุบัน เป็นระดับที่จะเห็นเป็นผลปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่  เรื่องสุขภาพ  ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน  มีกำลังแข็งแรง อายุยืน ด้านวัตถ ุมีทรัพย์สิน เงิน ทอง ไม่เดือดร้อน มีกิน มีใช้ อย่างน้อยพึ่งตนเองได้ ทางเศรษฐกิจ มีสถานะในสังคม เป็นที่ยอมรับนับถือ มียศ มีตำแหน่ง มีบริวาร  มีผู้คนยกย่อง มีเกียรติ เป็นที่นิยมนับถือ มีครอบครัวอบอุ่น ผาสุก  ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสุข พี่น้องรักใคร่กันดี  ดูแลเอาใจใส่กัน
     ระดับที่ 2  ผลด้านจิตใจ  เป็นระดับที่เลยตามองเห็น เป็นนามธรรม ที่ลึกเข้าไปในจิตใจ ได้แก่ ความอบอุ่น ซาบซึ้ง สุขใจ ภาคภูมิใจ และมั่นใจ ทำให้จิตใจสงบ มีความรู้สึกมั่นคง เชื่อมั่นใน พระรัตนตรัย ทำให้เกิดความปิติ อิ่มใจ มีความสุข ที่ลึกซึ้ง ยั่งยืน เชื่อมั่นในการ ทำความดี
     ระดับที่ 3  ผลขั้นสูงสุด  ขั้นที่มีจิตใจเป็นอิสระ  ได้แก่ เข้าใจ และยอมรับกฎธรรมชาติ ไม่หวั่นไหว มั่นคงต่อความผันผวน แปรปรวนต่าง ๆ   ไม่เศร้าโศก แห้งเฉา ไม่เศร้าหมอง ขุ่นมัว ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ  มีจิตใจที่สะอาด ผ่องใส ปลอดโปร่ง เบิกบานทุกขณะ
     สรุปผลการปฏิบัติตามหลักคำสอน ของพระพุทธศาสนา ย่อมให้ผลแตกต่างกัน ตามเหตุ ปัจจัย กล่าวคือ อานิสงค์ของการรักษาศีล จะเป็นผู้ไม่พิการ ใบ้บ้า บอด หนวก หรือโรคภัย เบียดเบียน อานิสงค์ของทาน ส่งให้เป็นผู้ร่ำรวย สมบูรณ์ด้วยทรัพย์ อานิสงค์ของภาวนา ซึ่งปฏิบัติทางใจ จะเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ  ฉลาดหลักแหลม สว่าง สงบเป็นต้น ซึ่งสรุปดังภาพ ที่ 4.5