1.2  ชีวิตตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์
         การศึกษาทางวิทยาศาสตร์มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อความอยู่รอดของชีวิต และพัฒนา มาตรฐาน การดำรงชีวิตให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ดังนั้น ชีวิตตามแนวคิด วิทยาศาสตร์ จึงต่างจากศาสตร์แขนงอื่น ๆ
 
1.2.1  การเกิดของชีวิต
     เฉก  ธนะสิริ (2535 : 4) ได้อธิบายการเกิด และส่วนประกอบของชีวิต ไว้ว่าชีวิต ในที่นี้หมายถึง ชีวิตมนุษย์เราทุกคน ชีวิตเรานี้ประกอบด้วย อวัยวะต่าง ๆ หลายชนิด และอวัยวะต่าง ๆ นี้ประกอบด้วย เซลล์ชนิดต่าง ๆ อีกมากมาย หลายชนิด แต่ละชนิด จะประกอบด้วยเซลล์ ของแต่ละชนิด อีกมากมาย มีผู้คำนวณพบว่ามีจำนวนถึง 5 หมื่น ล้านเซลล์ ส่วนความยาวของเส้นโลหิตใหญ่ สุดจนถึงเล็กสุด ถ้าจับต่อกัน จะมีความยาวถึง 50,000 กิโลเมตร และความยาว ของเส้นประสาทใหญ่น้อย ถ้าจับต่อกันเข้าก็จะยาวถึง 25,000 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่าความยาวของ เส้นรอบโลก ถึง 1,000 กิโลเมตร ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ประกอบเป็นร่างกายของคนเรา หรือเป็นหนึ่งชีวิต มนุษย์เรานี้เอง
      ชีวิตมนุษย์นั้นเกิดจาก การมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างชายกับหญิง ซึ่งตัวอสุจิ ของชาย เพียง 1 ตัวเท่านั้นในจำนวนหลายล้านตัว ที่สามารถวิ่งชอนไช จากช่องคลอดเข้าไป ผสมพันธ์ หรือปฏิสนธิกับไข่ ในท่อรังไข่ของผู้หญิง ในสภาวะแวดล้อมที่ เหมาะสม ตรงระยะพอดี ที่ไข่สุก แล้วเคลื่อนตัวตามท่อรังไข่ ไปฝังตัวในผนังมดลูกของแม่ แล้วตัวอ่อน ก็จะเจริญเติบโต ในมดลูกของแม่ จนครบกำหนดคลอด ใช้เวลาทั้งหมด เกือบ 10 เดือน ในทางวิทยาศาสตร์การ แพทย์ อธิบายว่า ในตัวเชื้ออสุจิของชาย และไข่ของหญิง เมื่อผสมกัน ก็จะมียีนส์ (Genes) และโครโมโซม (Chromosomes)  ถ่ายทอด คุณลักษณะนิสัย ของพ่อ และแม่ไปสู่ลูก ซึ่งอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ สาขาพันธุ์ วิศวกรรมศาสตร์ (Genetic Engineering) ชเรอร์ดิงเจอร์ (Scherdinger. 1944, อ้างถึงใน สำนักงาน พัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ . 2543 : 354-355) ได้กล่าว ในหนังสือชื่อ ชีวิตคืออะไร (What is Life?) ว่าชีวิตสามารถอธิบายได้ด้วย รหัสทาง พันธุกรรม (Genertic Code)  ซึ่งเขียนอยู่ในโมเลกุล ที่อยู่ในเซลล์ สามารถ อธิบายความลับ ของชีวิต ได้จากการฉายรังสีเอ็กซ์ แล้ววิเคราะห์ รังสีเอ็กซ์ ที่สะท้อน ออกมาจากโมเลกุล ของดีเอ็นเอ  แล้วสามารถนำ รายละเอียด มาประกอบเป็น โครงสร้างว่า ดีเอ็นเอนั้น มีลักษณะเป็นเกลียว สองชั้น ปัจจุบันได้มีการถอดรหัส ดีเอ็นเอของมนุษย์ การปลูกถ่ายอวัยวะ จากสเต็มเซลล์ และการโคลนนิ่ง (Cloning) พืช และสัตว์ได้แล้ว

1.2.2  พัฒนาการของชีวิต
ชีวิตของมนุษย์ มีจุดเริ่มต้นจากเซลล์เล็ก ๆ เพียงเซลล์เดียว ที่เกิดจากการ ปฏิสนธิกัน ระหว่างอสุจิกับไข่ แล้วเจริญเติบโต และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับขั้น ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยวิทยาศาสตร์ สาขา พฤติกรรมศาสตร์ คือ จิตวิทยาพัฒนาการ ได้อธิบาย พัฒนาการของชีวิต จำแนกเป็น วัยต่าง ๆ  สรุปดังภาพที่ 3.2   และตารางที่ 3.1 ดังนี้  (พนมไพร  ไชยยงค์. 2542 : 174)

 

จากการแบ่งวัยเป็น 10 วัยดังกล่าวเนื่องจาก ช่วงชีวิตแต่ละวัยจะมีพฤติกรรม และการเปลี่ยนแปลง ทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์  และสังคม คล้ายคลึงกัน ซึ่งมีลักษณะเด่น ๆ สรุปดังตารางที่ 3.1

1.3  การแก้ปัญหาชีวิต ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

            หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างมาก กับวิถีชีวิต ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การประกอบอาชีพ หรือการแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปตามหลักเหตุผล และสอดคล้อง กับวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ 5  ขั้นตอน ดังภาพที่ 3.3 (เติมศักดิ์  เศรษฐวัชราวนิช.  2540 : 75 – 80)

ขั้นที่ 1   การสังเกต
           จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ การเผชิญกับปัญหา และจุดเริ่มต้นของการ แก้ปัญหา ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ การสังเกต ซึ่งเป็นการเฝ้าดู ตามที่ได้ วางแผนไว้ มีทั้งข้อมูลทางวัตถุ และเหตุการณ์ และมีการบันทึกข้อมูลไว้  โดยต้องบันทึก อย่างไม่มีอคติ  บันทึกทุก ๆ อย่างที่ตนได้ประสบจากการสังเกต มาใช้โดยตรง

ขั้นที่ 2  การตั้งปัญหา
          การตั้งปัญหา เริ่มจากการเผชิญกับปัญหาเสียก่อน แล้วดำเนินการ ระบุปัญหา และกำหนดขอบเขตของปัญหา ปัญหาที่ตั้งนี้ เป็นการตั้งภายหลัง ที่พบปรากฏการณ์แล้ว การตั้งปัญหา จะต้องระบุลงไปให้ชัดเจน ไม่กำกวม เมื่อปัญหา หรือข้อขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น จะต้องศึกษาว่า เป็นปัญหาเรื่องอะไร มีประเด็นปัญหาที่สำคัญอะไร บ้างก่อนที่จะ ดำเนินการ ค้นหาคำตอบ  ต้องเข้าใจ ปัญหา ให้ชัดเจนก่อน โดยทั่วไปแล้ว นิยมตั้งปัญหา ในรูปของคำถาม เพราะปัญหา คือ คำถาม ที่ต้องการหาคำตอบ เช่น ความยากจน เกิดจากอะไร หรือ ความยากจนเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงยากจน คำถามเหล่านี้ เป็นการ ถามหาสาเหตุ หรือความสัมพันธ์ระหว่าง ส่วนที่เป็นเหตุกับส่วนที่เป็นผล ซึ่งต้องระบุให้ชัดเจน โดยทั่วไปนิยมตั้งคำถามโดย ยึดหลัก 5W2H   ได้แก่  What  Where  When  Why  Who  How   How much  ก็คือ เกิดอะไรขึ้น ที่ไหน เมื่อไร ทำไม ใครเกี่ยวข้อง เป็นอย่างไร จำนวนเท่าใด

ขั้นที่ 3   การสร้างสมมติฐาน
      เมื่อได้ปัญหาแล้ว  ขั้นต่อไป คือ การคิดหาคำตอบ ที่น่าจะเป็นไปได้ ของปัญหา หรือคำตอบที่คาดว่า ควรจะเป็นอย่างไร ทางเลือกไหน จะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง การคาดคะเนคำตอบ ที่น่าจะเป็นไปได้บนพื้นฐาน ของข้อมูลที่ได้ จากการสังเกต ปรากฏการณ์ เรียกว่าสมมติฐาน หรือแนวทาง แก้ปัญหา สำหรับปัญหาหนึ่ง ๆ  อาจจะ มีการสร้างสมมติฐาน หรือแนวทาง การแก้ปัญหาได้หลายแนวทาง แต่จะมีแนวทาง ที่ถูกต้องเพียงแนวทางเดียว เพื่อเป็นการทดสอบหาเหตุผล สมมติฐานที่ตั้งไว้ จึงได้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ เลือกวิธีการที่ดีที่สุดได้

ขั้นที่ 4   การทดลอง
             การที่จะทดสอบว่า สมมติฐานที่สร้างไว้ถูกหรือผิด ก็จะต้องมี หลักฐานยืนยัน การรวบรวมหลักฐาน หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปแปลผล วิเคราะห์ตัดสิน และลงข้อสรุปในขั้นตอนต่อไป

ขั้นที่ 5  การลงข้อสรุป
              เมื่อหลักฐานข้อมูลพร้อมแล้ว ก็นำข้อมูลมาตีความหมายมาพิจารณา หาความจริงที่เกิดขึ้น เพื่อจะลงข้อสรุปต่อไปการสรุปนี้คือการยอมรับ หรือปฏิเสธ สมมติฐาน ถ้ายอมรับก็นำไปใช้ เป็นแนวทาง ในการแก้ปัญหาชีวิตต่อไป